Leonardo da Vinci Part 2
>> วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
เนื่องจากเลโอนาร์โดมีอุปนิสัยชอบค้นคิดวิทยาการใหม่ๆ และนำมาทดลองอยู่เสมอ ภาพ “อาหาร เย็นมื้อสุดท้าย” แทนที่จะใช้กรรมวิธีวาดระบายสีตามแบบวิธีเฟรสโก้เหมือนดังเช่นจิตรกร อื่นๆ นิยมกัน เพราะกรรมวิธีนี้ได้ผ่านการพิสูจน์มาเป็นอย่างดี จากผลงานในอดีตว่า มีผลงานคงทนถาวรเป็นเลิศ ถึงกระนั้นโลโอนาร์โดยังไม่พึงพอใจ เขาพยายามคิดวิธีการ และนำวัสดุใหม่ๆ เข้าใช้ผสมในการสร้างงานด้วย จึงเป็นที่น่าเสียดาย คงจะมีความ ผิดพลาดบางประการ ผนังที่ใช้วาดได้แตกปริร้าวกะเทาะ มีบางส่วนถึงกับร่อนหลุดไป ภาพได้เริ่มเสียหายตั้งแต่เมื่อครั้งเลโอนาร์โดยังมีชีวิตอยู่เสียด้วยซ้ำไป จากนั้นจึงค่อย ชำรุดอยู่ตลอดมา แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการพยายามซ่อมแซมบำรุงรักษาผลงาน อันล้ำค่านี้ตลอดเวลา อนึ่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1943 ระหว่างเกิดสงครามโลก ครั้งที่สอง โบสถ์แห่งนี้ได้ถูกระเบิดทำให้ผนังกำแพงด้านหนึ่งพังพินาศ โชคยังดี กำแพงที่พังด้านนั้น มิใช่เป็นด้านที่มีภาพ “อาหารเย็นมื้อสุดท้าย”
ในขณะที่ทำงานอยู่ที่ราชสำนักมิลานอยู่นั้น เจ้าชายโลโดวิโก ดยุคเป็นองค์อุปถัมภ์ ได้ มอบหมายให้เลโอนาร์โดปั้นอนุสาวรีย์พระบิดาของพระองค์ ให้ประทับนั้งบนหลังม้า เลโอนาร์โดได้แสดงความเป็นอัจฉริยะทางประติมากรรมชิ้นแรก เขาขึ้นรูปดินเหนียวที่มี ขนาดใหญ่ แต่แล้วผลงานชิ้นนี้ไม่ทันเสร็จเรียบร้อย เมืองมิลานก็ประสบกับวิกฤตกาล ในปีค.ศ. 1499 กองทัพฝรั่งเศสได้ยกทัพเข้าโจมตีและสามารถยึดเมืองไว้ได้ เลโอ นาร์โดจำต้องทิ้งงานหลบหนีออกจากเมืองไป รูปอนุสาวรีย์ที่ปั้นค้างไว้ถูกพวกทหาร ฝรั่งเศสซึ่งกำลังคึกคะนอง ทำเป็นเป้าทดลองความแม่นยำของปืนจนพังพินาศ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่หลงเหลืองานประติมากรรมของเลโอนาร์โดไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ เหลือแต่หลักฐาน เพียงแค่ภาพร่างบนแผ่นกระดาษ ซึ่งอย่างน้อยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอัน ยิ่งใหญ่ทางประติมากรรมของเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้
เขาได้ลี้ภัยออกจากมิลาน ร่อนเร่ไปยังเมืองแมนทัวและเวนีสก่อน จากนั้นจึงย้อนกลับ เข้าเมืองฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ. 1500 ระหว่างนี้เป็นระยะที่ไมเคิลแอนเจโล ศิลปินรุ่น น้องกำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง แม้ว่าเลโอนาร์โดจะมีอายุแก่กว่าไมเคิลแอนเจโลถึง 23 ปี แต่บุคคลทั้งสองต่างชอบตีฝีปากคอยกระแหนะกระแหนซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ต่างฝ่าย ต่างคิดว่าตนเองมีความสามารถเหนือกว่า ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ. 1503 ทางคณะ กรรมการบริหารเมืองฟลอเรนซ์ จึงได้จัดให้บุคคลทั้งคู่วาดภาพตกแต่งหอประชุม ในพาลาสโซ เวคคิโอ เคียงกัน โดยกำหนดให้ทั้งสองวาดภาพในเรื่องราวที่เกี่ยวกับ สงครามคล้ายกัน เลโอนาร์โดเลือกเอาเรื่องราว “การรบที่แอนกิอารี่” อันเป็นสงคราม ที่กองทัพฟลอเรนซ์มีชัยชนะเหนือกองทัพของปิซ่า อย่างไรก็ตาม ศิลปินเอกทั้งสอง ต่างวาดไม่เสร็จเหลืองานทิ้งไว้ และเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เมื่อวาซารี่ได้ทำการ ซ่อมแซม สถานที่แห่งนี้ในปี ค.ศ. 1565 เขาได้ลบทำลายภาพทั้งสอง ในปัจจุบันจึงเหลือแต่เพียงคำเล่าลือกับภาพร่างกระดาษเป็นหลักฐาน
Anghiari Battle
จากภาพร่างที่หลงเหลืออยู่ มีเหตุผลเชื่อถือได้ว่าเลโอนาร์โดได้รับอิทธิพลมาจากผลงาน ประติมากรรมภาพแบนหล่อด้วยโลหะสำริดจากฝีมือของ เบอร์ทอลโด ดิ โจวานนี่ ซึ่งปัจจุบันประติมากรรมชิ้นนี้เก็บรักษาไว้ที่ในบาร์เกลโล เมืองฟลอเรนซ์ เลโอนาร์โด นำเอามาใช้ทั้งด้านการจัดวางองค์ประกอบและท่าทางอันห้าวหาญของนักรบ แต่ได้ดัด แปลงแก้ไขจนมีความงามสง่าน่าพิศวง เซอร์เคนเนธ คลาค ได้เขียนบันทึกไว้ว่า “ภาพร่างผลงานเกี่ยวกับสงครามทั้งของไมเคิลแอนเจโล และเลโอนาร์โด ต่างเป็นจุด หักเหของศิลปกรรมสมัยเรอนาซอง มันไม่ใช่การกล่าวอย่างไร้เหตุผลจนเกินไปผลงาน ทั้งสองชิ้นต่างมีแนวความคิดริเริ่มสองรูปแบบ ซึ่งศิลปกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาสองรูปนี้ คือ บาโรค กับ คลาสสิค
Mona Lisa
ในปีเดียวกับที่กำลังวาดภาพประดับผาผนังในพาลาสโซ เวคดิโออยู่นั้น เลโอนาร์โดก็ได้ ลงมือวาดภาพของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ “โมนา ลิซ่า” กล่าวเล่ากันว่า นางแบบมีชื่อจริงว่า “ ลา จิโอคอนดา” เธอเป็นสาวชาวเนเปิล เป็นภริยาของนายธนาคาร ซาโนบี เดล จิโอคอนโด ผู้มั่งคั่ง เลโอนาร์โดวาดภาพสาวงามผู้นี้ครึ่งตัว เห็นใบหน้าเกือบตรงลำตัวบิดเอี้ยวเล็กน้อย มือซ้ายวางอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ มือด้านขวายกขึ้นมาเกาะกุมมือซ้ายอย่างละมุนละไม เบื้องหลังของโมนา ลิซ่าเป็นทิวทัศน์อันสงบเงียบ มีบรรยากาศเร้นลับและให้อารมณ์ ชวนฝัน มองดูคล้ายกับการจำลองทิวทัศน์ทางแบบภาคเหนือ ของมิลานถิ่นเก่าที่เขา เคยพำนักอยู่นาน เลโอนาร์โดได้ถ่ายทอดและสอดใส่อารมณ์ลงในภาพของหญิงสาว ผู้มีใบหน้าอันงดงามหลายลักษณะ มีทั้งหม่นหมอง เศร้าซึม สงบเสงี่ยม ท้าทาย ร้อนแรง และดูมีความหลังอันสะเทือนใจได้อย่างถึงแก่นแท้ จิตกรได้สร้างรอยยิ้มอันอมตะ เนรมิตดวงตาอันชวนลุ่มหลงไว้ด้วยความสามารถสร้างจินนาการให้ทิวทัศน์คล้ายดังในฝัน ให้ขุนเขาและแมกไม้ค่อยเลือนรางหายไปในบรรยากาศอันปกคลุมด้วยเมฆหมอก วิธีการวาดทิวทัศน์ในลักษณะนี้ เป็นกรรมวิธีส่วนตัวของเลโอนาร์โดที่คิดค้นขึ้น มีชื่อ เรียกเฉพาะว่า “สฟูมาโต” (Sfumato) นับเป็นการแสดงออกอันก้าวหน้ากว่าการวาด แบบเดิม สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องมิติใกล้ไกล สร้างบรรยากาศได้ใกล้เคียงกับ ที่เป็นอยู่ในธรรมชาติ และช่วยกระตุ้นอารมณ์จินตนาการแก่ผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว
เลโอนาร์โดพำนักอยู่ที่ฟลอเรนซ์จนถึงปี ค.ศ. 1508 จากนั้นผู้ครองนครมิลานคนใหม่ ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และมีความนิยมยกย่องความสามารถของเขาได้เชื้อเชิญให้กลับเข้า รับราชการในมิลานตามเดิม ประกอบกับเวลานั้นเลโอนาร์โดใช้ชีวิตอยู่ในฟอร์เรนซ์ อย่างไม่เป็นหลักแหล่งและไม่มีงานถาวร จึงตอบรับคำเชิญนี้ ตลอดระยะเวลา การเข้าทำงานในมิลานนี้ครั้งที่สอง ผลงานส่วนใหญ่ที่ได้ทุ่มเทศึกษาค้นคว้า เป็นเรื่อง เกี่ยวข้องกับวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์เสียเป็นส่วนมาก งานชิ้นสำคัญที่เป็นหลัก เป็นฐานได้แก่การออกแบบก่อสร้างคลองส่งน้ำ ซึ่งเขากับฟรานเชสโก เมลชี่ ศิษย์คนสนิท ร่วมมือกัน ครั้นพอย่างเข้าปี ค.ศ. 1513 เลโอนาร์โดบังเกิดความเบื่อหน่าย ในการทำงานในราชสำนักมิลาน อีกทั้งคงต้องการแสวงหาผู้อุปถัมภ์ให้งานขนาดใหญ่ทำ ในระยะเวลานั้น โอรสองค์หนึ่งของเจ้าชายโรเรนโซ เด เมดิชี่ ซึ่งได้ออกบวช มาตั้งแต่ยังเยาว์ ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสันตะปาปา ทรงพระนามว่า เลโอที่ 10 พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมศิลปะวิทยาคนสำคัญ เลโอนาร์โดได้ทราบ จึงออกเดินทางออกจากมิลานไปยังโรมเพื่อขอเข้าเฝ้า โดยตั้งความหวังไว้ว่า อาจได้รับ มอบหมายให้ทำงานสำคัญสักชิ้น แต่แล้วก็ต้องทูลลากลับด้วยความผิดหวัง เพราะองค์ สันตะปาปาไม่ได้แลเห็นความมีอัจฉริยะภาพของเขาเลย เขาเดินทางกลับเข้าในมิลาน ตามเดิมเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1516 จากนั้นพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศส จึงได้ เชื้อชิญให้เดินทางไปทำงานในราชสำนักของพระองค์ ณ สถานที่แห่งใหม่นี้ แม้ว่า เขาจะสุขกายและได้รับเกียรติยศพอสมควร แต่ยังคงไม่สบายใจเท่าไรนัก ยิ่งกว่านั้น ในชีวิตปัจฉิมวัย นอกจากจะมีจิตใจอันหงอยเหงาแล้วสุขภาพยังเสื่อมโทรม มือและเท้า เป็นอัมพาต เขาได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 สิริรวมอายุได้ 69 ปี ที่ปราสาทคลูซ์ เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส โดยปราศจากผลงานและความคิดใดๆ ที่พอจะกล่าวได้ว่า มีผลอิทธิพลต่อวงการศิลปกรรมหรือวงการศิลปกรรมหรือวงการอื่นๆ ของฝรั่งเศส ถึงอย่างไรก็ตาม เขายังคงหลงเหลือสมบัติที่ได้มอบให้แก่ประเทศฝรั่งเศส แม้ว่าจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็ทรงคุณค่ามหาศาล อาทิเช่น ภาพจิตรกรรมชื่อโมนา ลิซ่า ภาพเซนต์จอห์น เดอะแบบติสท์ ภาพแม่พระ พระเยซู และเซนต์แอนน์ ฯลฯ เป็นต้น ผลงานเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขารักและหวงแหน ถึงขนาดนำติดตัวหอบหิ้วยามต้อง ระเหเร่ร่อน อยู่เสมอ เมลซี่ ศิษย์คนสนิทของผู้ติดตามเขานานปี ได้จารึกคำไว้อาลัยว่า “ มรณกรรมของเขาเป็นสิ่งเศร้าสำหรับคนทุกคน ดูเหมือนว่า การที่จะสร้างคนเช่นนี้ขึ้นมาได้ ดูออกจะเป็นสิ่งนอกเหนือไปจากอำนาจของธรรมชาติ”
เลโอนาร์โดเป็นคนมีใบหน้าคมคายและรูปร่างสง่างาม แม้จะเป็นผู้มีบุคลิกภาพค่อนข้าง จะขี้อาย แต่ก็เป็นคนมีวาจาหลักแหลม เขาถนัดมือซ้าย ชอบเขียนหนังสือด้วยวิธี พลิกแพลง โดยเริ่มต้นเขียนจากด้านขวามาซ้าย และเขียนตัวกลับเวลาต้องการอ่าน ต้องใช้กระจกเงาส่อง จากนั้นจึงอ่านในกระจกอีกทีหนึ่ง ชอบใช้ชีวิตอย่างสำรวยหรูหรา ชอบแต่งกายนำสมัยไม่ซ้ำแบบใคร บูชาการดนตรี ชอบขี่ม้า และรักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ เล่ากันว่า เขามักจะซื้อนกมาปล่อยให้เป็นอิสระอยู่เนืองๆ เขาไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เกลียด งานประติมากรรมซ้ำยังดูถูกหาว่าเป็นงานต่ำต้อย เพราะต้องการใช้แรงงาน มากกว่าสมอง เขาอยู่เป็นโสดจนตลอดชีวิต


0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น