Leonardo da Vinci (1452 – 1519)
>> วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
แต่ถ้าพิสูจน์ดูให้ดีจะเห็นว่ามีรูปนางฟ้าอยู่องค์หนึ่งมีลักษณะท่าทางและสวยงามมากเป็นพิเศษ สันนิษฐานกันว่ารูปนางฟ้าองค์นี้ เลโอนาร์โด คงจะช่วยอาจารย์วาด เรื่องนี้คงจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง
ี่
The Annunciationเลโอนาร์โดทำงานให้กับดยุคแห่งมิลานรวมระยะทั้งหมดยาวนานถึง 17 ปี เป็นช่วงชีวิตที่เขาได้แสดง ความสามารถอันยิ่งใหญ่ในศาสตร์ต่างๆ ให้ประจักษ์ เริ่มต้นบุกเบิกด้านคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่มากมาย จากสมุดบันทึกอันทรงคุณค่าของเขา ทั้งที่เป็นภาพร่างด้วยหมึกและดินสอ จะประกอบด้วยคำอธิบาย และข้อคิดที่น่าสนใจหลากหลาย บางเรื่องมีเนื้อหาเกี่ยวกับการค้นคว้าเรื่องการบินในอากาศ , การ ชลประทาน , พฤกษศาสตร์ , ธรณีวิทยา , สัตวศาสตร์ , เครื่องจักรกลที่ใช้พลังน้ำ , ยุทโธปกรณ์สงคราม , และเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ อาทิเช่น สัดส่วนที่งดงามเป็นสูตรตายตัวกายวิภาค หรือแม้แต่ เรื่องการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดา ผลงานการค้นคว้าวิจัยเหล่านี้ บางเรื่องก็ประสบความสำเร็จ มีการสร้างให้พิสูจน์ให้เห็นจริงในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ บางอย่างก็ทำหน้าที่คล้ายดังดวงประทีปส่องนำทาง ให้คนรุ่นหลังค้นคิดกระทำสืบไป ในช่วงระยะแรกเมื่อเข้าไปทำงานในราชสำนักมิลานเลโอนาร์โดได้แสดงฝีมือทางจิตรกรรมชื่อ “แม่พระบนแท่นหิน” (Virgin on the Rocks) ให้เลื่องลือในความงาม แต่เขาได้สร้างความ งุนงงและสับสนแก่คนทั่วไปพอสมควร เมื่อวาดภาพที่มีเรื่องราวและการจัดภาพคล้ายคลึง กันขึ้นสองรูป จะผิดแปลกแตกต่างกันตรงรายละเอียดเพียงเล็กน้อย รูปหนึ่ง ในปัจจุบัน เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส อีกรูปหนึ่งอยู่ที่สถานแสดงภาพแห่งชาติ ของอังกฤษในกรุงลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตรกรรมได้พิสูจน์ว่า รูปที่อยู่ใน พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ วาดนั้นในปี ค.ศ. 1483 ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นวาดในปี ค.ศ. 1508 เมื่อนำ ภาพทั้งสองมาวิเคราะห์ จะเห็นได้ว่าเลโอนาร์โดได้นำบางสิ่งบางอย่างมาจากผลงานของ ฟรา ฟิลิปโป ลิปปิ จิตรกรเอกในสมัยต้นของเรอนาซอง ผู้มีแนวการวาดอันสมบูรณ์แบบ จนกลายเป็นต้นฉบับของศิลปะเรอนาซอง อาทิเช่น การจัดองค์ประกอบ นิยมให้รูปคน อยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยมปิรามิดอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังชอบที่จะใช้เส้นนำสายตา ทำให้เกิดใกล้ไกลด้วยหลักทัศนียวิทยา


Virgin on the Rocks
ถึงแม้ว่าเลโอนาร์โดจะนำบางสิ่งบางอย่างดังกล่าวมาใช้ แต่เขาก็ได้คิดสร้างสรรค์พัฒนาให้ก้าวหน้า ยิ่งขึ้นไปอีก เขานำวิธีการสร้างภาพให้บังเกิดน้ำหนักอ่อนแก่ (Chiaroscuro) ด้วยการใช้แสงและเงา ตามแบบฉบับของมาซัคโช เขานำสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้เข้าผสมผสานกับการจัดวางลีลาท่าทาง และอากัปกิริยาของแม่พระ, พระเยซู , เซนต์จอห์นเดอะแบบติสต์ และนางฟ้าให้ประสานกลมกลืนกัน อย่างดียิ่ง เลโอนาร์โดกำหนดให้แสงสว่างจากด้านหน้าต่างร่างหมู่คนเหล่านั้นให้แลดูสว่างโพลน ช่วยเน้นให้เกิดมิติเด่นชัดจากภาพทิวทัศน์อันสลัวมึนซึมที่อยู่เบื้องหลัง
ผลงานจิตรกรรมของเลโอนาร์โดชิ้นสำคัญในระยะเวลาต่อมาขณะทำงานกับดยุคแห่งมิลาน เขาได้วาด ภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องลือไว้ที่ผนังโบสถ์วัดซานตา มารีอา เดลเล กราซี ในเมืองมิลานเมื่อปี ค.ศ. 1495 ภาพนี้มีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักกันว่า “อาหารเย็นมื้อสุดท้าย” โดยนำเอาเรื่องราวจากเหตุการณ์สำคัญ ในคริสต์ประวัติ แสดงถึงพระเยซูกับเหล่าสาวกสิบสองคนกำลังรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ก่อนที่ พระองค์จะถูกทหารโรมันจับกุมตัวไปลงโทษตรึงกางเขน เลโอนาร์โอจัดวางองค์ประกอบของภาพ อย่างง่ายบริสุทธิ์ มีโต๊ะอาหารยาววางขวางขนานเต็มภาพ พระเยซูประทับนั่งอยู่กลาง แวดล้อมด้วย เหล่าสาวก เลโอนาร์โดได้สร้างให้พระเยซูมีพระพักตร์สงบเงียบฉายแววแห่งความเมตตา พระหัตถ์ทั้งสอง ข้างวางแบอยู่บนโต๊ะอาหาร ทำให้บังเกิดเส้นรอบนอกของพระเยซูคล้ายกับอยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยม ปิรามิด ช่วยเน้นให้ภาพดูมีอารมณ์นิ่งแน่วแน่และมั่นคง เบื้องหลังของพระองค์เป็นหน้าต่างสามช่อง เปิดรับแสงสว่างเต็มที่ ข่มร่างของพระองค์ให้ดูพร่าสลัว เสมือนอยู่ในบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งกว่านั้น แสงสว่างจากหน้าต่างยังทำหน้าที่คล้ายกับแสงศริประภาอีกด้วย ในคริสตประวัติได้กล่าวว่า พระเยซู ทรงรู้แจ้งถึงประพฤติกรรมของสาวกผู้นำความลับไปแจ้งให้ทหารโรมันมาจับพระองค์ไป ดังนั้นจึงตรัสว่า “....แน่นอน ฉันอยากจะบอกแก่พวกท่านทั้งหลายว่า คนใดคนหนึ่งในหมู่ท่านนี้แหละจะทรยศต่อฉัน....” เลโอนาร์โดได้จัดภาพเหล่าสาวกให้เข้ากับบรรยากาศอันตรึงเครียดนี้ โดยให้แต่ละคนแสดงอากัปกิริยา เคลื่อนไหว มีการจับกลุ่มหันหน้าปรึกษาหารือกันทั้งหมด 4 กลุ่มด้วยกัน แต่ละคนแสดงท่าทางแตกต่าง ไม่ซ้ำแบบกัน แต่ก็แลดูประสานหมุนเวียนประสานสัมพันธ์เป็นเรื่องราวที่เป็นเอกภาพเดียวกันทั้งหมด บนใบหน้าของสาวกต่างละองค์แสดงอารมณ์รู้สึกนานาประการ มีที่ทั้งตื่นตระหนก สงสัย หรือแวว อันโกรธแค้น ดังเช่น สีหน้าของเซนต์ปีเตอร์เต็มไปด้วยความขึ้งโกรธ ส่วนเซนต์จอห์น แฝงแววความเมตตา และจูดาห์สาวกทรยศแสดงท่าทีของคนเจ้าเล่ห์ผู้วางมาดเมินเฉย ทำท่าเป็นทองไม่รู้ร้อน หันหน้ามองไปทาง พระเยซู ยกศอกขวาค้ำบนโต๊ะอาหารในมือกุมถุงเงิน ส่วนมือซ้ายยื่นไปทางพระเยซู แสดงท่าคล้ายกับยืนยัน ความบริสุทธ์ของตน ก่อนจะลงมือวาดภาพนี้ลงบนผนัง เลโอนาร์โดได้ใช้เวลาทุ่มเทศึกษาท่าทาง การแสดงออกของสาวกแต่ละคนมาอย่างดี อีกทั้งยังค้นคว้าตีความในพระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วน เขาต้อง ตระเตรียมและร่างรูปสาวกแต่ละคนอย่างละเอียด ให้ได้ความงามทางศิลปะกับความจริงตามพระคัมภีร์ เขาได้บันทึกไว้ว่า “จิตรกรที่ดีมีเรื่องใหญ่สองเรื่องที่ต้องคำนึง คือ เรื่องของมนุษย์และความปรารถนา ภายในวิญญาณของจิตรกรเอง เรื่องแรกนั้นเป็นของง่าย แต่เรื่องหลังเป็นของยาก เพราะมันต้องแสดง ออกทั้งทางอารมณ์และความช่ำชองของฝีมือ...งานจิตรกรรมที่ดีจะต้องไม่เพียงให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่คนดู เท่านั้น หากแต่จำต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดนั้นไม่ใช่แค่ปรากฏให้เห็นอยู่เพียงบนกำแพงเท่านั้น...”


0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น