Leonardo da Vinci Part 3
>> วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
แม้ว่าจะมีผลงานทางศิลปะไม่มากนัก แต่ทุกชิ้นก็เพียงพอต่อการยกย่องว่าเขาคือ ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกเท่าที่โลกมี นอกจากนี้ เขายังได้รับการกล่าวขวัญ ในฐานะนักประดิษฐ์นักค้นคว้าคนสำคัญอีกด้วย แม่ว่าสิ่งประดิษฐ์และการค้นคว้าส่วนมากจะประสบความสำเร็จเล็กน้อย แต่สิ่งเหล่านี้เขาก็ได้ทำได้คิด ในขณะที่คนร่วมสมัยไม่เคยคิดกัน จากหลักฐานสมุดบันทึกและภาพร่างด้วยหมึกกับดินสอ ซึ่งเคยสูญหายไปนานและเพิ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1960 ที่เมืองมาดริด แสดงให้เห็นความสนใจในวิทยาการวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
เลโอนาร์โดอาจไม่ใช่นักคิดตามแนววิทยาศาสตร์คนแรกๆ ของโลก แม้ไม่ได้เป็นผู้กำหนดแนวทางให้แก่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ตาม อย่างน้อยเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้การกำเนิดวิธีการศึกษา ที่สำคัญยิ่งแบบหนึ่ง นั่นคือ การศึกษาด้วยวิธีวาดภาพ อันเป็นวิธีการศึกษาและแนวทางการถ่ายทอด จินตนาการด้วยการวาดภาพ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่ามีความสำคัญมากวิธีหนึ่ง พานอฟสกี้นักประวัติศาสตร์ศิลป์คนสำคัญได้กล่าวถึงเขาในแง่นี้ว่า “...กายวิภาคศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หากการศึกษาขาดวิธีการบันทึกด้วยภาพ เพราะรูปภาพสามารถแสดงให้เห็นการบันทึกข้อมูลจากการสังเกตทั้งหมด อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงอย่างสมบูรณ์ สามารถบอกลักษณะต่างๆ ทางมิติอีกด้วย..”
เลโอนาร์โดนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าผสมผสานกับความรู้ทางด้านศิลปกรรมอย่างดีเลิศ เขานำเอาความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ ความงามในสัดส่วนของร่างกายมนุษย์ หลักในการมองกับการรับรู้ทางจิตวิทยา หลักทฤษฎีทัศนีย์วิทยา และหลักการแสดงออกอื่นๆ เขานำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาใช้ในการสร้างศิลปกรรมอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตกรเอกผู้มีความสามารถ จำลองมนุษย์ให้มีชีวิตอยู่ในบรรยากาศได้เหมือนจริงตามที่ปรากฏในธรรมชาติ เขามักจะใช้สีให้มีน้ำหนักอ่อนแก่ ดูนุ่มนวล มีลีลาราวกับน้ำหนักของเสียงดนตรี แสงกับเงาก็เป็นหัวใจในการสร้างงาน แต่เขาไม่ชอบใช้แสงที่สว่างจ้า ให้สาดส่องเข้ามาทางด้านซ้ายมือดังเช่น จิตรกรส่วนมากนิยมทำกัน หากแต่เขาชอบใช้เป็นแสงสลัวๆ ส่งออกมาจากด้านหน้า ส่องมาจากทางด้านผู้ชม ส่วนการจัดองค์ประกอบภาพไม่ว่าจะเป็นภาพหมู่คนจำนวนมากหรือเป็นภาพคนเพียงครึ่งตัว เขานิยมที่จะจัดวางให้อยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยมรูปปิรามิด ซึ่งทรงเช่นนี้สามารถกำหนดให้มีอารมณ์สงบและมีความแน่นอน ในขณะเดียวกันเพื่อเพิ่มรสชาติให้ดูสนุกตาเพิ่มขึ้น เขาก็จะสอดใส่บางสิ่งบางอย่างให้ดูขัดแย้งกัน โดยเพิ่มการแสดงท่าทางและร่างกายของอวัยวะส่วนต่างๆ ให้เคลื่อนไหวและมีลีลาอันสง่างาม เลโอนาร์โด ให้ความสนใจพิถีพิถันในสิ่งต่างๆ ดังได้กล่าวมาทั้งหมด เขาจะปฏิบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนมีความประณีตเสียยิ่งกว่าความสนใจ ในเรื่องคุณค่าของสีเมื่อหันมาพิจารณาทางด้านสุนทรียศาสตร์ เลโอนาร์โดชอบที่จะทดลองค้นคว้าแสวงหาวิธีการแสดงออกเพื่อให้ได้ความงามในแนวใหม่ เป็นเป้าหมายของการค้นคว้าเพื่อศิลปะ มิใช่เพื่อทางวิทยาศาสตร์ ความงามในผลงานทั้งหมดของเลโอนาร์โด เป็นความงามที่สามารถมองเห็นได้ (Visible Beauty) ซึ่งตรงกันข้ามกับความงามอันซ่อนเร้น ( Etherial Beauty ) ตามแบบผลงานของบอตติเชลลี่ หรือของศิลปินหรือนักคิดในกลุ่มลัทธิลีโอ – เพลโตนิคทั้งหลาย ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้มีทัศนะคติในความงามว่า “ ความงามคือสิ่งที่เป็นอากาศธาตุ” นอกจากนี้เลโอนาร์โดยังแสดงให้เห็นว่า ความงามในทางศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งสวยงามเสมอไป ความน่าเกลียดน่ากลัวก็สามารถเป็นความงามได้ ดังจะเห็นได้จากการวาดภาพลายเส้นรูปคนแก่และคนร่างอัปลักษณ์ของเขา กรรมวิธีที่ใช้การระบายสีให้ดูใกล้ไกล มีบรรยากาศที่คล้ายกับเมฆหมอกปกคลุ่มเป็นชั้นๆ เมื่ออยู่ใกล้ตาจะมองเห็นชัดเจน ครั้นเมื่อไกลตาออกไป ความชัดเจนก็ค่อยลางเลือน คล้ายกับมีเมฆหมอกเป็นม่านปิดบัง จนกระทั้งยามไกลตาก็จะเลือนรางหายไปในเมฆหมอกนั้น กรรมวิธีดังกล่าวรู้จักกันในนามของ “ สฟูมาโต” กล่าวได้ว่าเลโอนาร์ได้นำเอามาใช้มากและได้ผลสำเร็จสูงยิ่ง มันเป็นหลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องความหนาแน่นของอากาศ วัตถุใดก็ตามเมื่ออยู่ใกล้ตาก็จะเห็นได้ชัดเจน ครั้นไกลออกไปก็จะดูกับอากาศบดบัง ยิ่งไกลเท่าไหร่โอกาสที่จะถูกบดบังยิ่งหนาแน่นเพิ่มทวีคูณ จนกระทั้งวัตถุนั้นดูเลือนรางจางหายไปในที่สุด กรรมวิธีนี้ เลโอนาร์โดนำมาใช้สร้างจิตรกรรมแสดงภาพของมนุษย์กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้บังเกิดความ เป็นเอกภาพ เขาไม่นิยมใช้หลักทางทฤษฎีระบบฟรีโอโล (Priolo System) หรือระบบการกล่าวยกเอาเหตุผลนานาชนิดมาจับแพะชนแกะ เขาชิงชังการปล่อยความรู้สึกนึกคิดให้บังเกิดขึ้นและล่องลอยไปตามยถากรรม ระบบความคิดของมนุษย์ในทัศนะคติของเขาเป็นระบบทางวิทยาศาสตร์ มีเหตุผลและพิสูจน์ได้ เมื่อเขานำหลักจิตวิทยาแห่งการรับรู้ของมนุษย์มาใช้ในทางศิลปะ เขาไม่ชอบที่จะให้ภาพวาดอยู่ในระดับสายตา แต่ให้ปรากฏเสมือนหนึ่งมองลงมาจากเบื้องบนเล็กน้อย เพราะสามารถก่อจินตนาการของผู้ชมให้กว้างไกลออกไปอีก
เลโอนาร์โด สร้างผลงานประติมากรรมไว้เพียงเล็กน้อย เท่าที่ปรากฏหลักฐานก็คือรูปอนุสาวรีย์คนขี่ม้า รูปพระบิดาของเจ้าชายโลโดวิโก สฟอร์ซ่า ดยุคแห่งมิลาน แต่ผลงานชิ้นนี้ยังไม่ทันเสร็จก็มีอันถูกทำลายลงเสียก่อน เหลือเพียงภาพร่างและคำเล่าลือสืบต่อกันมา ส่วนผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมนั้น ก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกันกับประติมากรรม กล่าวคือไม่ปรากฏผลงานเป็นหลักฐาน นอกจากนั้นจะค้นพบในสมุดบันทึกของเขา มีภาพร่างเกี่ยวกับโครงสร้างและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมอยู่ด้วยหลายภาพ แสดงให้เห็นถึงความสนใจของเลโอนาร์โดต่อศิลปะสาขานี้ไม่น้อย และภาพร่างอาคารต่างๆ เหล่านี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับผลงานของบรามันเต้ สถาปนิกเอกในสมัยเดียวกันกับเขาอย่างมาก สันนิษฐานกันว่าบรามันเต้ครั้งหนึ่งเขาเคยมาทำงานในมิลานมาก่อน บุคคลทั้งสองคงจะเคยคบค้าสมาคมหรือติดต่อกันบ้างไม่มากก็น้อย คงเป็นไปได้ที่บรามันเต้จะได้รับความคิดบางประการทางด้านสถาปัตยกรรมจากเลโอนาร์โด เพราะหลักฐานสำคัญของบรามันเต้ที่นิยมมาใช้ในภายหลัง อาทิเช่น การจัดวางแผนผังให้มีอาคารสำคัญอยู่ตรงกลาง (Central Plan) ซึ่งเป็นแผนผังสำคัญของการออกแบบโบสถ์เซนต์ ปีเตอร์ ล้วนมีความละม้ายคล้ายกับภาพร่างของเลโอนาร์โดด้วย
จากวิธีคิดและการแสดงออกของเลโอนาร์โด ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นศิลปินนักคิด นักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันในบุคคลเดียว กลายเป็นแบบฉบับอันเด่นของปัญญาชนในคริสต์ตวรรษที่ 16 เพราะว่านับจากนี้ไปภารกิจของ ศิลปิน, นักคิด, นักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ ได้เริ่มแบ่งหน้าที่ไม่ร่วมกันอยู่ในบุคคลเดียวดังเช่นที่เขาได้กระทำมาเลโอนาร์โดเป็นศิลปิน ผู้สร้างงานศิลปกรรมให้แก่สมัยเรอนาซอง มีความดีเด่นแตกต่างไปจากศิลปกรรมสมัยกลางอย่างชัดเจนอย่างชัดเจน เขาเป็นผู้ผลักดันให้ศิลปินมีฐานะทางสังคมขึ้น จากสภาพช่างผู้มีหน้าที่เพียงสร้างของสวยๆ งามๆ ประดับสังคม มาเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมแห่งยุค เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าสร้างผลงานริเริ่มสร้างสรรค์ เขาคือบุคคลผู้ได้รับการยกย่องผลงานชิ้นเยี่ยมที่ได้รับการยกย่องผลงานชิ้นเยี่ยม ที่ได้รับการยกย่องของเลโอนาร์โด มีดังนี้
1. “การประกาศพระศาสนา” ( The Annunciation ) วาดในปี ค.ศ. 1472 – 1473 อยู่ที่อุฟฟิซี่ แกเลอรี่ , ฟลอเรนซ์
2. “แม่พระบทแท่นหิน” (The Virgin on the Rocks ) วาดในปี ค.ศ. 1482 อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ , ปารีส
3. “อาหารเย็นเมื่อสุดท้าย” ( The Last Supper ) วาดในปี ค.ศ. 1495 – 1498 อยู่ในโบสถ์ วัด สตา มารีอา เดลเล กราซี, มิลาน
4. “ โมนา ลิซ่า” ( The Mona Lisa Gioconda ) วาดในปี ค.ศ. 1503 – 1505 อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์, ปารีส
ผลงานอื่นๆ ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี่
Madonna with the Carnation. c.1475. Oil on wood. Alte Pinakothek, Munich, Germany.
Madonna Benois. c. 1475-1478. Oil on canvas, transferred from panel. The Hermitage, St. Petersburg, Russia.
Portrait of Ginevra de'Benci. c.1478-1480. Oil and tempera on wood. National Gallery of Art, Washington DC, USA.
St. Hieronymus. c.1480-1482. Oil on wood. Vaticano, Pinacoteca Apostolica Vaticano, Rome.

Portrait of Cecilia Gallerani (Lady with an Ermine). c.1490. Oil on wood. Czartorychi Muzeum, Cracow, Poland.
Portrait of a Young Man (Portrait of the Musician Franchino Guffurio?). c.1490. Oil on wood. Pinacoteca Ambrosiana, Milan, Italy.
Madonna Litta. c. 1490. Oil on panel, transferred to canvas. The Hermitage, St. Petersburg, Russia.
Portrait of an Unknown Woman (La Belle Ferroniere). c.1490. Oil on wood. Louvre, Paris, France.
Madonna of the Yarnwinder. 1501. Oil on wood. Private collection.
Virgin and Child with St. Anne. c.1502-1516. Oil on wood. Louvre, Paris, France.
Leda and the Swan by Leonardo. c.1505-1510. Oil on wood. Earl of Pembroke, Wilton House, Salisbury, UK.
St. John the Baptist. c.1513-1516. Oil on wood. Louvre, Paris, France.
John the Baptist (with the attributes of Bacchus). c. 1513-1516. Oil on canvas, transferred from panel. Louvre, Paris, France.




0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น