Cimabue (1240-1302)

>> วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ชิมาบูเอ (Cenni di Pepi หรือเรียกกันว่า Cimabue ) เกิดขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ราวปี ค.ศ. 1240 ถึงแก่กรรมเมื่อราวปี ค.ศ. 1302 ที่เมืองปิซา ดันเตมหากวีร่วมสมัยได้บันทึกประวัติของเขาว่า ชิมาบูเอเป็นคนหยิ่งทรนงและภาคภูมิใจในตนเองอย่างสูง เขาคิดว่าตนเองเป็นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค แต่แล้วความยิ่งใหญ่ของเขา ก็ถูกรัศมีของจ็อตโต ศิษย์ที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ความยิ่งใหญ่ของชิมาบูเอนั้น จะเป็นจริงหรือไม่ก็ยากที่จะตัดสินลงไปได้ เพราะว่างานจำนวนมากของเขาสูญหายไปหรือไม่ก็เสียหายไปจนหมดสิ้น เหลืองานที่สมบูรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น เช่น ภาพปิดด้วยกระเบื้องสี ( Mosaic ) ที่วัดประจำเมืองปิซาและภาพเซนต์ จอห์น

ซึ่งบันทึกไว้ว่าวาดขึ้นในปี 1301 ถึง 1302 เป็นระยะเวลาที่สันนิษฐานว่าชิมาบูเอคงถึงแก่กรรมในปีนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นภาพของโมเสคที่เมืองปิซายังได้รับการซ่อมแซมและ เปลี่ยนแปลงจนทำให้ความยิ่งใหญ่ ของชิมาบูเอยากที่จะพิสูจน์ ให้เห็นอย่างจริงจังได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าประวัติและผลงานของเขาค่อนข้างจะสับสน กิเบอร์ตี ประติมากรในยุคต่อมาได้จดบันทึกไว้ในหนังสือคอมเมนตารีส์ (Commentaries) กล่าวถึงชิมาบูเอว่าเป็นจิตรกรชาวฟลอเรนซ์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นครูของจ็อตโต นอกจากนี้ยังเป็น ผู้ยังคงศรัทธาต่อลักษณะศิลปะกรีก

จากผลงานหลายชิ้นซึ่งเขาเข้าใจกันว่าเป็นของชิมาบูเอ เช่น ภาพแม่พระมาดอนนา ประทับบนบัลลังก์แวดล้อมด้วยหมู่นางฟ้าและศาสดาพยากรณ์ (Madonna Enthroned with Angels and Prophets) พอจะอนุมานได้ว่าเขายังคงติดอิทธิพลศิลปินบิแซนทีน แต่มีแรงผลักดันภายในจิตรใจที่ต้องการแสดงความรู้สึกชอบในธรรมชาติอยู่มาก รูปของคนมีลีลาท่าทางราวกับนาฏลักษณ์และสถิตแน่วแน่อย่างสง่างาม ภาพนี้ประดับอยู่บนแท่นบูชาขนาดใหญ่กว้าง 12 ฟุต สูง 17 ฟุต มีข้อน่าสังเกตอยู่ที่บัลลังก์ประทับของพระแม่วาดให่ดูนูนเห็นได้อย่างเด่นชัดเจนมาก นับเป็นความพลิกแพลงที่มีลูกเล่นมาก แบบสุดท้ายของบิแซนทีนก่อนจะเปลี่ยนรูปไปสู่เรอนาซอง

ผลงานสำคัญอีกหลายชิ้นซึ่งสันนิษฐานกันว่าเป็นฝีมือของชิมาบูเอคือ ภาพวาดตกต่างโบสถ์เซนต์ฟรานซิสแห่งอัสสิสิ ภาพพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนที่เมืองอเรสโซ และวัดซานตา โกรเช ในเมืองฟลอเรนซ์ อย่างไรก็ตามจุดเด่นในประวัติของชิมาบูเออยู่ตรงที่เขาได้สร้างศิษย์ขึ้นมาคนหนึ่งชื่อ จ็อตโต ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของจิตรกรรมเรอนาซอง



Read more...

Duccio di Buoninsegna

>> วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ดุกโช หรือดุกชิโอ Duccio di Buoninsegna (1255 – 1318)
ขอย้อนกลับมาในยุคเรอเนอซองตอนต้นบ้าง
ดุกโช เป็นจิตรกรคนสำคัญของเมืองเซียน่า ชีวประวัติในวัยเยาว์ยังลางเลือน เริ่มปรากฏมีชื่อเสียงเป็นหลักฐานในราวปี ค.ศ. 1278 ผลงานในระยะแรก เป็นภาพประกอบในพระคัมภีร์ ต่อมาในวันที่ 15 เมษายน 1285 จึงได้รับการว่าจ้างให้ไปวาดภาพฝาผนังขนาดใหญ่ ประดับเบื้องหลังแท่นบูชาที่รูเชลลาอี แชพเพล

(Rucelliai)
ในวัด ซานตา มารีอา โนเวลลา (Santa Maria Novella) เป็นภาพแม่พระมาดอนนา (ภาพนี้ยังถกเถียงกัน บางคนบอกว่าชิมาบูเอเป็นคนวาด แต่ส่วนมากเชื่อกันว่าดุกโชเป็นคนวาด) แม้ว่าผลงานของดุกโชยังคงดำรงรูปแบบของบิแซนทีนอยู่ก็ตาม แต่วิธีการวาด การจัดภาพบรรยายเรื่องราวในพระคัมภีร์นั้น เขาถ่ายทอดสัญญลักษณ์และเนื้อหาทางศาสนา ให้เกิดภาพพจน์ที่สมจริงมาก ดังเช่นการทรยศต่อพระเยซู (The Bertrayal of Jesus)
The Bertrayal of Jesus
แสดงถึงวันสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกทหารโรมันจับและนำไปตรึงกางเขน ในภาพแสดงรูปของจูดาห์ผู้ทรยศ กำลังเข้าไปจุมพิตพระเยซูอย่างมีเลศนัย และแสดงให้เห็นอาการตื่นตระหนกและทีท่ารังเกียจของบรรดาสาวกอื่น ดุกโชนั้นแสดงอารมณ์ได้อย่างน่าพิศวง

ผลงานของดุกโชแพร่หลายและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แม้จะต้องเดินทางไปทำงานที่เมืองอื่นๆ อยู่เป็นประจำ แต่ส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่ที่เมืองเซียน่า เขาสร้างงานไว้มากอย่างน่าประหลาด มีจิตรกรรมชิ้นหนึ่งซึ่งถือกันว่าเป็นชิ้นสำคัญของต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งทางเมืองเซียน่าว่าจ้างให้วาดขึ้นในปี 1302 เป็นภาพของแม่พระประทับบนบัลลังล์สำหรับประดับ ในวิหารของพาลาสโซ พับลิโก ภาพนี้มีชื่อเสียงในความงามเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้นมากจนถึงกับมีการบันทึกไว้ว่า ผู้เข้าสวดมนต์อ้อนวอนต่อหน้าพระพักตร์ของแม่พระต่างปรารถนาที่จะแตะต้องรูปทุกคน แต่ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย ภาพนี้ได้สูญหายไปอย่างไม่มีร่องรอย ยังคงเหลือภาพประกอบข้างๆ อยู่อีกภาพหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความงามที่กล่าวพรรณนาไว้ไม่เกินความจริงนัก

แม้ว่าผลงานของดุกโชยังคงมีศิลปแบบบิแซนทีนอยู่ แต่เขาก็ได้พัฒนารูปแบบใหม่ๆ ให้มีลักษณะส่วนตัว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของจิตรกรเมืองเซียน่าในยุคต่อมาจนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามปกติเขานิยมระบายด้วยสีฝุ่นบนแผ่นไม้แต่ยังคงลงพื้นภาพด้วยสีทอง ส่วนภาพคนดูแบนตามแบบศิลปบิแซนทีนนั้น ดุกโชได้ปรับปรุงให้ดูกลมนูนมากขึ้น มีการเล่นแสงเงาปรากฏพื้นระนาบ หักเหเป็นเหลี่ยมเป็นมุม มีการเพิ่มน้ำหนักขาวดำภายในภาพเพื่อให้ดูลึก การใช้สีก็นิยมใช้สีต่างๆ มากขึ้น มีการขจัดที่ขุ่นมัว และเพิ่มการตัดกันของสีทำให้ดูสดใส รูปทรงของคนมีความนุ่มละมุนละไม การใช้เส้นก็อ่อนหวานไม่แข็งกระด้างดังของเก่า แม้ว่าการใช้หลักทัศนียภาพยังมิได้ปรากฏ แต่ในหลายๆ ภาพก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามค้นหาเพื่อให้ได้ใกล้เคียงกับสภาพตามธรรมชาติที่ตาเห็น ดังเช่นรูปชุด “Maesta” อันมีชื่อเสียง


มีการวาดภาพของอาคารบ้านเรือนแสดงถึงเส้นที่พุ่งเข้าหาจุดสุดสายตา (Vanishing point) ตามหลักทัศนียภาพวิทยาเหมือนกัน แม้ว้ายังไม่ถูกต้องสมบูรณ์แบบมากนัก ก็ยังพอมองเห็นความริเริ่มใหม่ๆ ได้

วาซารี่ นักประวัติศาสตร์ศิลปะคนสำคัญของสมัยเรอนาซองกล่าวว่า ผลงานของดุกโชแพร่หลายทั้งในเมืองเซียน่า ฟลอเรนซ์ , ปิซา , ปิสโตเลีย , และเมืองลุคคา ศิษย์คนหนึ่งชื่อ เมโอ ดา เซียนา ( Meo da Siana ) ได้นำเอาเทคนิควิธีการและรูปแบบของเขาแพร่ขยายออกไปไกลถึงเมืองอุมเบรีย แต่อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ศิลปะยังคงมืดมนที่จะสำรวจว่า ผลงานดุกโชมีกี่ชิ้น ห้องทำงานของเขามีขนาดใหญ่เท่าใด และผู้ลอกเลียนปลอมแปลงภาพของเขามีมากน้อยเพียงไร.



Gallery ของ Duccio di Buoninsegna

Franciscan Madonna 1280-1285 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่
หอศิลป์แห่งชาติ Pinacoteca Nazionale เมือง Siena
Madonna and Child with Angels about 1282-1307 Gold and tempera on panel, 31.3-31.5 x 23.3-22.8 cm Bern, Kunstmuseum

Madonna and Child
about 1284-1286 Gold and tempera on panel, 89 x 60 cm Siena, Museo dell’Opera del Duomo

Scenes from the Life of the Virgin
about 1287-1288 Painted window, diameter: 560 cm
Siena, Cathedral

Crucifixion Triptych about 1295-1310 Gold and tempera on panel, 48 x 20 cm (left wing), 53 x 28 cm (central panel), 48 x 20 cm (right wing) Siena, Museo della Societa di Esecutori di Pie Dispozisioni

Crucifixion Triptych about 1300 Gold and tempera on panel, 44.9 x 31.4 cm (central panel), 44.8 x 16.9 cm (side panels, each) property of Her Majesty Queen Elizabeth II ..

Madonna and Child with Angels
about 1300-1310
Gold and tempera on panel, 95.5 x 63.8 cm
Perugia, Galleria Nazionale dell'Umbria

Madonna and Child with Saints about 1300-1310 Gold and tempera on panel, 138.6 x 241.5 cm Siena, Pinacoteca Nazionale

Angel about 1308-1309
Gold and tempera on panel, 24 x 17 cm

Philadelphia, Museum of Art

Angel about 1308-1309 Gold and tempera on panel, 18.4 x 17.88 cm South Hadley, Mount Holoyke College Art Museum .

Maesta Altarpiece about 1308-1311
Gold and tempera on panel, 370 x 450 cm
Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Maesta Altarpiece: Adoration of the Magi about 1308-1311 Gold and tempera on panel, 47.5 x 47.5 cm Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Maesta Altarpiece: Annunciation about 1308-1311 Gold and tempera on panel, 43 x 44 cm London, National Gallery

Maesta Altarpiece: Appearence on Lake Tiberias about 1308-1311 Gold and tempera on panel, 36.5 x 47.5 cm Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Maesta Altarpiece: Death of the Virgin
about 1308-1311
Gold and tempera on panel, 40 x 45.5 cm
Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Maesta Altarpiece: Dream of Saint Joseph and Flight into Egypt about 1308-1311 Gold and tempera on panel, 42.5 x 44 cm Siena, Museo dell'Opera del Duomo


Maesta Altarpiece: Presentation in the Temple
about 1308-1311
Gold and tempera on panel, 42.5 x 43 cm
Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Maesta Altarpiece: Scenes from the Passion of Christ
about 1308-1311 Gold and tempera on panel, 370 x 450 cm
Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Maesta Altarpiece: Temptation of Christ in the Temple about 1308-1311 Gold and tempera on panel, 48 x 50 cm Siena, Museo dell'Opera del Duomo

Coronation of the Virgin about 1311 Gold and tempera on panel, 51.5 x 32 cm Budapest, Szepmuveszeti Muzeum

Madonna and Child with Saints
about 1311-1318/19
Gold and tempera on panel, 184.5 x 258.1 cm
Siena, Pinacoteca Nazionale

Madonna and Child about 1311-1324 Gold and tempera on panel, 179.2 x 99.5 cm Massa Marittima, San Cerbone

Scenes from the Passion of Christ about 1311-1324 Gold and tempera on panel, 161.5 x 101.5 cm Massa Marittima, San Cerbone

Crucifix
Gold and tempera on panel, 173 x 135.5 cm
(body of Christ: 134 x 129 cm)
Siena, Collection Salini

Read more...

About This Blog

Lorem Ipsum

  © Free Blogger Templates Autumn Leaves by Ourblogtemplates.com 2008

Back to TOP